|
สุเจน กรรพฤทธิ์ จากหนังสือตำนาน 40ปี วรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์ เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ สมาชิก วรรณศิลป์
“…ชื่อชุมนุมของคนที่รักการเสพความสุนทรีย์และความคิดผ่านตัวอักษร คือการอ่านและ /หรือการเขียน ;ชุมนุมของบุคคลอารมณ์ระดับศิลปิน และนักคิดที่บางคราชอบปลีกตัว ฯลฯ ”
สุเมธ อัศววิไลรัตน์
นี่ คือประโยคหนึ่งในหลายๆประโยคที่บ่งบอกถึงตัวตนของชุมนุมหรือกลุ่มกิจกรรม หนึ่งในมหาวิทยาลัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรมร้อยกรองและการขีดเขียน(และยังขยายขอบข่ายงาน ไปกว้างขวางมากขึ้นในปัจจุบัน)….ที่โดนใจผมที่สุด….เราจะเดินทางย้อนกลับไป ในปี 2505 อีกครั้ง เพื่อทำความรู้จัก และเข้าใจถึงจุดก่อกำเนิด และที่มาของชุมนุมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และเพื่อที่จะรู้ว่า “ชุมนุมวรรณศิลป์” คืออะไร คนที่มาอยู่ตรงนี้เขาคิดอย่างไร และผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 40 ปี (ในปี 2545) ได้อย่างไร ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและคลื่นลมของยุคสมัยต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา และ และ และ……
1 บริบทแห่งการก่อตั้ง
ปี 2505 ยุคสมัยของเผด็จการถนอม , ประพาส , ณรงค์…
นับตั้งแต่ปี 2490 ที่เกิดการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลสายของนายปรีดี พนมยงค์ ลงไปแล้ว ประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคเผด็จการทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลเผด็จการได้เข้าควบคุมการเมืองการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ ในปี 2503 หลังจากขับไล่คนของคณะราษฎรคนสุดท้ายอย่างจอมพล ป. พิบูลสงครามออกไปด้วยข้ออ้างในการปฏิวัติรัฐประหารว่าต้องการการเมือง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งเชื่อว่าเหมาะสมกับประเทศมากกว่าตะวันตกเนื่องจากเป็นโลกทัศน์ของจอมพล สฤษดิ์ขณะนั้น ที่ไม่ได้ไปซึมซับประชาธิปไตยแบบตะวันตกเหมือนทหารรุ่นก่อนๆ
แน่นอนว่าในสังคมเผด็จการ การปิดกั้นข่าวสารและควบคุมสื่อต่างๆ มีอย่างเข้มข้นเพื่อความมั่นคงทางการเมืองของผู้ปกครองขณะนั้น นักคิด นักเขียนมากมายโดนจับเข้าคุก บ้างก็หนีเข้าป่าไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จับปืนต่อสู้กับรัฐบาลในเขตป่า เขา เนื่องจากในเมืองไม่สามารถแสดงความคิดเห็น พูด หรือเขียนโดยอิสระได้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่รัฐบาลได้เข้ามาควบคุมอย่างเข้มข้น โดยเน้นให้นักศึกษาเมุ่งแต่ศึกษาเพื่อให้จบอกไปทำงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เริ่มมีเข้ามาในสมัยนั้น โดยการชี้นำขององค์กรโลกบาลอย่าง ธนาคารโลก และพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์สำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ให้ทุนรอนมากมายในการพัฒนาประเทศและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ท่ามกลางความกดดันต่างๆทางการเมืองบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยก็มีแต่
ความรื่นเริงสนุกสนานอย่างที่นักศึกษาธรรมาสตร์หลายคนรู้ดีว่า นี่คือยุค “สายลมแสงแดด” โดยชาญวิทย์ เกษตรศิริเขียนเอาไว้ว่า “ การกวาดล้างนักศึกษารุ่นเก่าและการสร้างระเบียบการปกครองนักศึกษา ใหม่ในปี 2502 ได้มีผลทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปของมหาวิทยาลัยเป็น บรรยากาศใหม่ ที่สำคัญก็คือการที่นักศึกษาถูกลดบทบาททางด้านการเมือง และมีฐานะไม่ต่างจากนักเรียนที่มีหน้าที่เรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว… ” ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ใน “สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง”
ยุค นี้นักศึกษามีวัฒนธรรมที่ไม่ผูกพันกับสังคมและการเมือง ไม่สนใจโลกภายนอกมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มไปในทางที่เน้นความสนุกสนานรื่นรมย์ มากกว่าเรื่อง ความสามารถทางสติปัญญา วิถีชีวิตของนักศึกษา ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนได้เป็นอย่างดี “ กิจกรรมส่วนใหญ่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย จะได้แก่กิจกรรม
ด้านบันเทิงและกีฬา เราพบว่ามีการจัดงานประเภทนี้ตลอดทั้งปี เริ่มจากงานรับ เพื่อนใหม่ รับน้องใหม่ งานพบปะสังสรรค์ของนักศึกษาจังหวัดต่างๆ งานศิษย์เก่า โรงเรียนที่จบมา งานฟุตบอลประเพณี งานกีฬาคณะ วันลอยกระทง….” ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ใน “สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง” ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่านักศึกษาใช้ชีวิตอย่างไร และในยุคนั้นภายในมหาวิทยาลัยมีบรรยากาศอย่างไร หันมามองที่กิจกรรมนักศึกษาธรรมศาสตร์เองก็ดูจะเป็นไปตามกระแสอย่างยิ่ง….
เห็นได้จากกลุ่มกิจกรรมระยะเริ่มแรก ในข้อบังคับว่าด้วยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2502 ตอนนั้นมีกลุ่มกิจกรรม 15 แผนก แต่เป็นแผนกกีฬา 9 แผนกและเชียร์ 1 แผนก มากกว่าครึ่งที่เป็นกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับสังคม และในปี 2506 มีการปรับปรุงแผนกต่างๆ เป็นชุมนุมปรากฏว่ามี 19 ชุมนุม โดย 12 ชุมนุมนั้นเป็นชุมนุมกีฬา บทบาทและสถานการณ์เหล่านี้ดำเนินไปเรื่อยๆ จนเกิดการตั้งคำถามขึ้นในหมู่นักศึกษาในเวลาต่อมา…. สมาชิกชุมนุมวรรณศิลป์ถ่ายภาพกับสมาชิกชุมนุมดนตรีไทย และชุมนุมฟุตบอล
2 วรรณศิลป์เมื่อแรกตั้ง
จุดเริ่มต้นของวรรณศิลป์นั้นเกิดจากความคิดของนายดุสิต พนาพันธุ์ (เชษฐ พนาพันธุ์) นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ปีที่ 4 (ขณะที่ดำเนินการก่อตั้ง)ที่เสนอเรื่องต่อนายกสโมสรนักศึกษาขอจัดตั้งขึ้นใน ปี 2505 ในที่นี้มีข้อมูลถึงแรงบันดาลใจในการก่อตั้งหลายอย่าง เช่น “… นายดุสิต พนาพันธุ์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้เสนอขอให้นายกสโมสรจัดตั้งขึ้น เช่นเดียวกับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย… ”
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ใน “สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง” ดุสิตเองก็ ได้กล่าวไว้ว่า…
“ธรรมศาสตร์ตอนนั้นยังไม่มีแผนกวรรณศิลป์ ผมเป็นผู้ชื่นชอบและหลงใหล งานด้านร้อยกรอง โดยเฉพาะด้านกลอนมาตั้งแต่เด็ก มีผลงานและประสบการณ์ งานกลอนมาแล้ว เช่น เป็นผู้จัดรายการกลอนทางสถานีวิทยุ วปถ.1 , ส.ส.ส. (เสียงสามยอด) มีผลงานตามหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ เช่น ศรีสัปดาห์ แม่ศรีเรือน แสนสุข สกุลไทย แม่บ้านการเรือน ฯลฯ ผมจึงอยากให้มีงานด้าน วรรณศิลป์เข้ามาอยู่ในธรรมศาสตร์บ้าง ” 4 มือทองกลอนสดของธรรมศาสตร์ และบุุคคลสำคัญอีกหลายท่านที่เล่นกลอนสดด้วยกัน จากไกลมาใกล้ นรนิติเศรษฐบุตร ดวงใจ รวิปรีชา พิมลพรรณ ภักดีศรี ทวีสุข ทองถาวร นิภา บางยี่ขัน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ การ จัดตั้งวรรณศิลป์จึงได้เริ่มดำเนินการจากความคิดริเริ่มของดุสิตพร้อมกับการ พูดคุยปรึกษากันหลายครั้งหลายครากับบรรดาคนคอเดียวกันอย่าง ดวงใจ รวิปรีชา, นิภา บางยี่ขัน, ถาวร บุญปวัตน์, ทวีสุข ทองถาวร, อุ่นจิต บุญสมบัติ, พิมลพรรณ ภักดีศรี, เจียมศักดิ์ ก. วัฒนสกุล หารือกันในเรื่องการก่อตั้งจนถึงเรื่องของชื่อแผนก ที่ไม่อยากซ้ำกับใคร ถาวร บุญปวัตน์ เขียนเล่ารายละเอียดบางอย่างของการสนทนาครั้งนั้นไว้ว่า… “จุฬาฯเขาใช้ชื่อชุมนุมวรรณศิลป์ ของเราใช้ชื่ออะไรดี” นิภาเอ่ยขึ้นตอนหนึ่ง เงียบงันไปนาน….
“ชุมนุมวรรณจักรดีไหม” ถาวรเอ่ยขึ้น และทั้งวงก็เงียบกันไปอีกพักใหญ่ๆ “ใช้ชื่อชุมนุมวรรณศิลป์นั่นแหละ เพราะทางจุฬาไม่ได้เป็นเจ้าของคำๆ นี้” ทุกคนดูหน้าตาดีขึ้น ดวงใจสนับสนุนว่า “ศัพท์คำนี้พี่สวัสดิ์เคยนำมาใช้” “ คำนี้ผมเคยอ่านเจอในนวนิยายของ ศรีบูรพา เรื่องข้างหลังภาพ” ถาวรกล่าว ในที่สุดเราก็ตกลงใจใช้ชื่อ “ชุมนุมวรรณศิลป์” โดยไม่รู้สึกเสียหน้าแก่ชาวสามย่านอีกต่อไป” ดู เหมือนว่าชุมนุมวรรณศิลป์ถือกำเนิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ อยากมีพื้นที่ทางความคิดของตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอิทธิพลการจัดตั้งชุมนุมวรรณศิลป์ของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยพูดถึงประเด็นนี้ว่า “ …ปีนึงคุณจำนง รังสิกุล เห็นว่า(นักกลอน)รุ่นอาจารย์ก็มีแล้ว นักกลอนที่เป็นมืออาชีพ ก็มีแล้ว ทีนี้อยากได้พวกนิสิตนักศึกษาบ้าง ตอนนั้นนิสิตนักศึกษาก็ไปเล่นร่วม กับนักกลอนอาชีพ ออกรายการโทรทัศน์ ที่ไปก็มีจินตนา ปิ่นเฉลียว เป็นคนเด่น มาก อยู่อักษรศาสตร์จุฬาฯ เขาอยากให้นักกลอนมหาวิทยาลัยออกรายการทำนอง นี้บ้าง โดยให้เริ่มจากจุฬาฯ ธรรมศาสตร์เป็นหลัก ตอนนั้นวรรณศิลป์จุฬาฯ ตั้งแล้ว ประธานคนแรกคือ สุรีย์ พันธุ์เจริญ นักกลอนของเขานอกจาก จินตนา ก็มีคนอื่น ด้วย ธรรมศาสตร์ก็ไปร่วม ” จากซ้าย ทวีสุข ทองถาวร, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ขรรค์ชัย บุญปาน และธัญญา ธัญญามาศ เล่นกลอนสดที่ช่อง 7 อย่าง ไรก็ตามการจัดตั้งชุมนุมวรรณศิลป์ในปี 2505 ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยมีแผนกทั้งหมดอยู่แล้ว 15 แผนก หากจะจัดตั้งแผนกเพิ่มขึ้นอีกก็จะมีปัญหาทางด้านงบประมาณที่ต้องขอเพิ่ม ซึ่งไม่รู้จะเอามาจากไหน อีกทั้งดุสิตเองก็ถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงนักศึกษาปี 1 เท่านั้น
ในที่สุดจากการวิ่งเต้นทำหนังสือชี้แจงประเด็นปัญหากับทางมหาวิทยาลัย และเงื่อนไขที่ว่าจะไม่รับงบประมาณจากทางมหาวิทยาลัยในปีแรก ก็ทำให้มหาวิทยาลัยอนุมัติให้จัดตั้งแผนกวรรณศิลป์ขึ้นมาได้ โดยที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนกปาฐกถาและโต้วาที จากความเห็นชอบของเลขาธิการมหาวิทยาลัยคือ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการส่งเสริมนักศึกษาในด้านวรรณกรรม กวีนิพนธ์ และการใช้ภาษา
ชุมนุมของ “คนเขียนฝัน” จึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีอาจารย์ผ่อง มิลินทรางกูรเป็นผู้รักษาการตำแหน่งประธานแผนกวรรณศิลป์คนแรก …ต่อมา “ชุมนุมวรรณศิลป์” จึงได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและเป็นเอกเทศเพราะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ของสโมสรนักศึกษา ดุสิต พนาพันธุ์ ระลึกถึงช่วงนั้นว่า
“ ในช่วงปี 2505 – 2506 มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของสโมสรฯ คือ
1. เปลี่ยนชื่อจากแผนกต่างๆ เป็นชุมนุม
แผนกวรรณศิลป์จึงได้เป็นชุมนุมวรรณศิลป์ และได้แยกมาจากชุมนุมปาฐกฯ เป็นอิสระ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมนุมปาฐกฯ เหมือนอย่างตอนแรกที่ได้รับอนุมัติให้ตั้งสโมสรธรรมศาสตร์ตอนนั้นจึงมีทั้ง หมด 16 ชุมนุม
2. เปลี่ยนแปลงวิธีการตั้งกรรมการสโมสรฯ
เดิมสโมสรฯ จะแต่งตั้งอาจารย์เป็นที่ปรึกษาและประธานแผนกด้วย มีนักศึกษาเป็นรองประธาน ได้เปลี่ยน มาเป็นวิธีการเลือกตั้ง โดยให้นักศึกษาเป็นผู้เลือกตั้งกรรมการทุกคนของชุมนุมเอง ส่วนที่ปรึกษาของชุมนุมทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งอาจารย์ตามเดิม กำหนดให้แต่ละชุมนุมมีกรรมการ 7 คน นักศึกษาจะสมัครรวมกันเป็นทีม หรือเป็นบุคคลคนเดียวก็ได้ ผู้สมัครจะไปหาเสียงกับนักศึกษาคณะต่างๆ ทุกคณะ จะปิดโปสเตอร์หาเสียงแบบไหนก็ได้ (เหมือนเลือกตั้งผู้แทนราษฎร) นักศึกษาแต่ละคนมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกรรมการชุมนุมกี่ชุมนุมก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสมาชิกของชุมนุมนั้นๆ ผู้ได้คะแนนสูงสุด 7 คนแรก จะได้รับเลือกเป็นกรรมการของชุมนุม และทั้ง 7 คนที่ได้รับเลือกนี้ จะไปออกเสียงเลือกตั้งประธาน รองประธาน และกรรมการบริหารตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งอนุกรรมการของชุมนุมกันเอง ผมจึงได้เป็นประธานชุมนุมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการเลือกตั้งเป็นคนแรก ในปีการศึกษา 2506 (พ.ศ. 2505 – 2506) มีพระยาสุนทรพิพิธเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา มีผู้ร่วมงานดังนี้ รองประธาน นรนิติ เศรษฐบุตร (คณะรัฐศาสตร์) เลขานุการ รัตนะ รมณียอุทยาน (คณะพาณิชยศาสตร์ฯ) เหรัญญิก ดวงใจ สุวัจนานนท์ (คณะพาณิชยศาสตร์ฯ) ประชาสัมพันธ์ ทวีสุข ทองถาวร (คณะนิติศาสตร์) บรรณากร นิภา บางยี่ขัน (คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์) กรรมการ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (คณะนิติศาสตร์) อนุกรรมการ คณะนิติศาสตร์ ทรงธรรม คุณงาม ทองดี วงศ์เสงี่ยม คณะรัฐศาสตร์ เสาวรส ทองเจิม ชาญวิทย์ เกษตรศิริ คณะพาณิชยศาสตร์ฯ นิพนธ์ เพชรประพันธ์ สมปอง อักษรศิริ คณะเศรษฐศาสตร์ พิมลพรรณ ภักดีศรี พิชัย เรืองไพศาล วารสารศาสตร์ ดวงใจ รวิปรีชา ถาวร ทองเกลี้ยง คณะศิลปศาสตร์ ชัยทัศน์ รัตนพันธุ์ ฤดี อนุสินธุ์ ชาญชัย ลวิตรังสิมา
นี่คือกรรมการชุมนุมวรรณศิลป์ชุดประวัติศาสตร์ที่สมควรที่จะบันทึกเอาไว้ ณ ที่นี้ …. หลังจากนี้ไป ชุมนุมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ … ชุมนุมของคนเขียนฝัน….ก็ได้เริ่มต้นออกเดินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
3 วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ปี 2505 – 2509
งานเขียนและกิจกรรมระยะเริ่มต้นของวรรณศิลป์ส่วนมากจะเป็นไปทางด้านร้อยกรองมากกว่างานทางด้านอื่นๆ ….เนื่องจากกรรมการส่วนใหญ่ของชุมนุมเป็น พวกอนุรักษ์นิยม จึงสนใจงานประเภท กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ซึ่งร่วมสมัยกับทางจุฬาฯ ที่มีคนเด่นๆ อย่าง จินตนา ปิ่นเฉลียว, ภิญโญ ศรีจำลอง, ประยอม ซอมทอง,มะเนาะยูเด็น ฯลฯ สมัยนี้งานแข่งกลอนสดกับจุฬาฯ ออกโทรทัศน์ ถือเป็นงานที่มีชื่อเสียงมาก กิจกรรมที่โดดเด่นอีกอย่างของชุมนุมในยุคนี้คือการออก “หนังสือวรรณศิลป์” ในฐานะที่เป็นกิจกรรมทางปัญญา ยังไม่นับรูปแบบต่างๆอีก ซึ่งปีแรกดุสิต พนาพันธุ์ ประมาณเอาไว้ว่ามีกิจกรรมทั้งหมดถึง 12 รายการทีเดียวเรียกได้ว่ากิจกรรมหนึ่งเสร็จ ก็มีกิจกรรมใหม่เข้ามาทันที เช่น วรรณศิลป์สัญจรที่เดินทางไปต่างจังหวัดลับแลกลอนสดทางโทรทัศน์ ฯลฯ ที่ลืมไม่ได้ของยุคนี้คือ 4 มือทองที่ประกอบไปด้วย ทวีสุข ทองถาวร, นิภา บางยี่ขัน, ดวงใจ รวิปรีชา, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ออกแข่งขันกลอนสดกับมือกลอนทั้งรุ่นใหญ่และเล็ก แบบชนะมาหมดทุกที่ เรียกว่างานในด้านร้อยกรอง ธรรมศาสตร์ไม่เคยแพ้ใครเพราะมีทีมกลอน 4 มือทองวรรณศิลป์ที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม งานของวรรณศิลป์ในยุคนี้ก็ยังคงไม่เชื่อมโยงกับสังคมมากมายนัก เราอาจดูได้จากคำวิจารณ์เนื้อหาของหนังสือวรรณศิลป์ยุคต้น
“ …การให้ความสำคัญกับเนื้อหาเรื่องความรักมากไปก็ทำให้ปรากฏบทกลอน ในลักษณะโรแมนติก หรือเพ้อฝันขึ้นจำนวนมาก กลอนประเภทความรัก กลายเป็น theme ของการเขียนที่ใหญ่ที่สุดในยุคนี้… ” (2505 – 2508) วิทยากร เชียงกูล
ใน “ภาษาและหนังสือ” 2525
จะ เห็นได้จากแนวการเขียนของนักกลอนชุมนุมวรรณศิลป์ยุคนั้น ต่างก็มุ่งค้นหาวรรคทองที่ไพเราะของตนเอง เช่น วรรคทองของ เฉลิมศักดิ์ ศิลาพร (ประธานชุมนุมในเวลาต่อมา โดยเป็นในปี 2509 ต่อจาก ศุภกิจ นิมมาน นรเทพ) สมาชิกชุมนุมคนหนึ่งในช่วงนั้นที่ว่า
“ ดอกรักบานในใจใครทั้งโลก แต่ดอกโศกบานอยู่ในหัวใจฉัน” หรือของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ว่า “ฉันอกหักตามระเบียบเรียบร้อยแล้ว” ส่วนของทวีสุข ทองถาวร คือ “ อยากลบรอยเท้าเปื้อนพื้นเรือนหอ ลบภาพคู่เคียงคลอกันต่อหน้า ยิ่งอยากลบยิ่งกระจ่างไม่ร้างลา เห็นตำตาจึงจำไว้ตำใจ” นิภา บางยี่ขัน เขียนว่า “ โอ้เจ้านกขันแจ้ว เราโตแล้วหาตักอุ่นหนุนไม่ได้ ครั้นพบคนพอจะคุ้นอบอุ่นใจ เขาก็ไม่ไยดีเท่าที่ควร ” อีกคน คือ ดวงใจ รวิปรีชา “ ไม่อยากเป็นศรีใจคนหลายรัก แม้ว่าจักเป็นเพชรเหนือเศษหิน ไม่อยากเป็นดอกฟ้าเกินค่าดิน ขอเป็นปิ่นฤทัยคนใจเดียว ”
ประธาน ชุมนุมคนที่สองที่มารับไม้ต่อจากดุสิตก็คือ เสาวรส ทองเจิม (2507) และคนที่สามคือ ศุภกิจ นิมมานนรเทพ (2508) ก็ทำกิจกรรมไปในแนวทางเช่นนี้ แต่ในสมัยของศุภกิจนั้น มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเล็กน้อยในชุมนุมในเทอมต้น แต่ในที่สุดสถานการณ์ก็ดีขึ้น เมื่อศุภกิจ ปรับความเข้าใจและสามารถบริหารชุมนุมได้ประสบความสำเร็จในระดับที่เรียกว่า เป็นหน้าตาของมหาวิทยาลัยอยู่หลายครั้ง เช่นงาน “200 ปีพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” สามารถทูลเกล้าทูลกระหม่อมเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน มาทรงเปิดงาน นอกจากนี้ยังมี งาน “เพื่อนขวัญวรรณศิลป์” ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ก่อนที่หน่วยงานราชการและหน่วยงานอื่นจะเอาเป็นต้นแบบใน เวลาต่อมา
มาถึงยุคของเฉลิมศักดิ์ ศิลาพร (หยก บูรพา (2509)) ตอนนี้เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเข้ามาในชุมนุม จากการที่งานวรรณศิลป์และแนวของบทกลอนแนวที่เขียนนั้น โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ กลอนหาผัวหาเมีย”
สุชาติ สวัสดิ์ศรี อ้างคำกล่าวของขรรค์ชัย บุญปาน ซึ่งกลอนประเภทนี้มีมากในหนังสือของวรรณศิลป์ที่ขายอยู่บริเวณท่าพระจันทร์ ต่อจากช่วงนี้ได้เริ่มมีการเพิ่มขึ้นของบทกวีที่แปลจากงานของนักเขียนต่างประเทศ เรื่องสั้นที่มีเนื้อหามากขึ้น ….
4 ฉันจึงมาหาความหมาย 2510 – 2516
จุด เปลี่ยนของวรรณศิลป์นั้นมาถึงเมื่อ วิทยากร เชียงกูล เป็นประธานในปี 2510 ชุมนุมมีความเข้มข้นมากขึ้น งานทางด้านร้อยแก้วนั้นก็เริ่มมีออกมา จากการที่วิทยากรเคยอยู่และทำหนังสือกับกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวมาก่อน งานจึงค่อนข้างอิงกับสังคมมาก โดยเฉพาะ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ที่เขียนออกมาในปี 2511 ที่มีวรรคทองว่า
“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”
ซึ่งเป็นการตั้งคำถามต่อการเรียนและบรรยากาศของการศึกษาในมหาวิทยาลัยสมัย นั้นอย่างรุนแรง งานร้อยแก้วได้ปรากฏขึ้นในยุคของวิทยากร ฉันทลักษณ์เริ่มไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว และมีการสอดแทรกสาระทางสังคมมากขึ้น มีการนำเสนอวรรณกรรมประเภทนวนิยายและเรื่องสั้นจากต่างประเทศ ศุภกิจ นิมมานนรเทพ อดีตประธานชุมนุมวรรณศิลป์ได้กล่าวถึงช่วงนี้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรม ร้อยกรองนั้นอ่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด จนมีครั้งหนึ่งขณะที่เขาเรียนปีสูงแล้ว ยังต้องกลับมาช่วยแข่งขันในงานกวีวัจนะกับทางจุฬาฯ เพื่อความเข้มแข็งของทีมกลอน ตอนนี้นั้น 4 มือทองได้จบการศึกษาไปหมดแล้วและกิจกรรมทางด้านกาพย์กลอนในสังคมช่วงนี้ก็ เริ่มขาดหายไปเรื่อยๆ
หลังจากนั้นก็เกิดกลุ่มกิจกรรมต่างๆ มากมายในมหาวิทยาลัยคล้ายๆ กับกลุ่มอิสระในปัจจุบันที่ดำเนินการเคลื่อนไหวทางความคิด มากมายหลายกลุ่ม หนังสือวรรณศิลป์ยังคงออกอยู่ตามปกติ และมีเนื้อหาที่หนักแน่นมากขึ้นตามยุคสมัย
กิจกรรมของชุมนุมวรรณศิลป์ในสถาบันต่างๆ ได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น และนักศึกษาก็สร้างงานวรรณกรรมอย่างจริงจัง งานก้าวหน้าหลายชิ้นได้รับการพิมพ์ในหนังสือชุมนุม เช่น งานเขียนของวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์เองก็มีงานของวิทยากร ที่ชื่อว่า “คำพยากรณ์” มีเนื้อหาคัดค้านสงครามเวียดนามที่กำลังปะทุขึ้นในเวลานั้น
5 ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นประแสเรา (2516 – 2519)
14 ตุลาคม 2516 การโค่นล้มเผด็จการโดยพลังนักศึกษา ประชาชน… ความกดดันจากระบอบเผด็จการที่คลี่คลายลง ทำให้กิจกรรมของชุมนุมวรรณศิลป์เรียกได้ว่าต่างกับยุคแรกๆ มากทีเดียว ดังคำบอกเล่าของนิพนธ์ อภิธนวิทย์ ถึงการทำงานของชุมนุมหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า… “วรรณศิลป์ทำงานเป็นแนวร่วมมีอมธ. เป็นแกนนำ ชุมนุม ชมรมจะไปสมทบเป็น ส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน วรรณศิลป์จะเข้าไปทุกครั้ง บางครั้งก็ร่วมชุมนุมประท้วง บางทีเป็นฝ่ายพี่เลี้ยงหรือสวัสดิการในขบวน”
กิจกรรม ของวรรณศิลป์ในยุคนี้จะเป็นไปตามอุดมการณ์ของขบวนการนักศึกษา หรือพูดง่ายๆ คือทำงานหลายหน้าที่โดยหน้าที่หลักคือเป็นสาราณียกรหรือคนทำหนังสือของขบวน การนักศึกษานั่นเอง ช่วงนี้ (2516 – 2519)อย่างที่เราทราบกันว่า ถนนทุกสายของประชาชนผู้ประสบปัญหามุ่งสู่ธรรมศาสตร์ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล นักศึกษาจึงได้มีโอกาสรับรู้และใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดยุคหนึ่ง อาจจะมากกว่าสมัยที่ยังเป็นมธก.เสียด้วยซ้ำ(ตามทัศนะของผู้เขียน) ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือปรากฏลำตัดล้อการเมืองของชุมนุมวรรณศิลป์เป็น ครั้งแรก
อย่างไรก็ตามช่วงนี้ (2516 – 2519) ได้มีความพยายามจากฝ่ายขวา ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่าพยายามบ่อนทำลายขบวนการนักศึกษาอยู่เรื่อยๆ เช่น มีการทำลายความน่าเชื่อถือของขบวนการนักศึกษาการปาระเบิด มีการขู่ฆ่า การฆ่า ฯลฯ เพื่อตนเองจะกลับขึ้นสู่อำนาจได้อีกครั้งจนเข้าสู่จุดที่รุนแรงที่สุดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519
6 กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป (2519 – 2533)
6 ตุลาคม 2519 ….. จากเหตุการณ์นี้ชุมนุมวรรณศิลป์ได้สูญเสียสมาชิกคนสำคัญของชุมนุมคือ นายอนุวัตร อ่างแก้ว รองประธานชุมนุมวรรณศิลป์ในปีนั้น ที่เสียชีวิตเมื่อตอนกลางดึกของคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ขณะพยายามช่วยเหลือเพื่อนๆ เข้าไปในตึกคณะบัญชีโดยการพังประตูเพื่อให้เพื่อนเข้าไปหลบกระสุนในห้อง เรียน
นอกจากนี้ในช่วงวันที่ 6 - 7 ตุลาคมนั้น เกิดการรัฐประหารรัฐบาลของ มรว.เสนีย์ ปราโมช โดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ รัฐบาลได้สั่งเผาทำลายหนังสือต้องห้ามที่มีเนื้อหาทางการเมืองเอียงซ้าย และเข้าปราบปรามกวาดล้างจับกุมผู้นำขบวนการนักศึกษาอย่างหนัก จนหลายคนต้องหนีเข้าป่า แน่นอนคนวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์เองก็เข้าป่าไปไม่น้อยเช่นกัน รวมทั้งต้องมีการเก็บซ่อนหนังสือบางอย่า
ช่วงนี้นิพนธ์ อภิธนวิทย์ ยังได้กล่าวเอาไว้ว่า
“หลัง 6 ตุลาคมตอนนั้นมีการตั้งรัฐบาลหอยขึ้นมา มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ กิจกรรมนักศึกษาโดนยกเลิก หนังสือพิมพ์โดนปิด ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก อาคารในธรรมศาสตร์เสียหาย ตึกนิติ หอประชุมใหญ่ ตึกบัญชี เสียหายมากที่สุด ทั้ง M-16 M-79 ที่เอาไว้ยิงรถถัง เขายิงเข้าไปหลายนัดในตึก มธ.ปิดไป 1 เดือนเพื่อซ่อมแซมอาคาร วรรณศิลป์และชุมนุมอื่นๆ ระส่ำระสายมาก ส่วนหนึ่งโดนจับ ส่วนหนึ่งเสียชีวิต บางคนติดต่อไม่ได้เลย ยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างปัจจุบัน สักพักจึงทราบว่ารุ่นพี่ส่วนหนึ่งทยอยเข้าป่า ส่วนหนึ่งเก็บตัวเพื่อรอเรียนต่อ บางส่วนในเมืองก็จับกลุ่มเป็นขบวนการใต้ดิน วรรณศิลป์มีเข้าป่าไปร่วม 10 คน” ตัวเขาเองก็เข้าร่วมกับขบวนการใต้ดิน ทำงานอยู่ในเมืองด้วย!
ช่วงนี้ชุมนุมและกลุ่มกิจกรรมอื่นๆโดนปิดไปจนถึงปี 2522 จึงมีการเปิดทำการอีกครั้ง กล่าวได้ว่ากลุ่มกิจกรรมและขบวนการนักศึกษาต้องพยายามฟื้นฟูตนเองมากทีเดียว วรรณศิลป์เองก็ไม่ละเว้น
อภิศักดิ์ ทอวนิช ขึ้นมาเป็นประธานชุมนุมเมื่อปี 2522 มีการพยายามทำค่ายอาสาพัฒนาขึ้นเพื่อดึงคนเข้ามาชุมนุม มีการเล่นลำตัดวรรณศิลป์ แม้ชุมนุมและกลุ่มกิจกรรมต่างๆ จะได้รับอนุญาตให้เปิดอีกครั้ง แต่ก็โดนเพ่งเล็งอย่างมากจากตำรวจสันติบาล ชุมนุมวรรณศิลป์ ได้ออกหนังสือจุลสารวรรณศิลป์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็มีเนื้อหาไม่หนักแน่นเท่าในกับช่วงก่อน 6 ตุลา 2519 เนื่องมากจากสูญเสียบุคลากรที่มีฝีมือไปมาก มีบางคนถึงกลับกล่าวว่าวรรณศิลป์ช่วงนี้เหมือนกับเพิ่งเริ่มตั้งชุมนุมใหม่ ทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ก็ปรากฏกวีฝีมือดี อย่าง “เฉินซัน” ขึ้นในชุมนุมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ สภาพชุมนุมหรือกิจกรรมที่เขากล่าวไว้ สื่อถึงบรรยากาศสมัยนั้นได้ดี…
“ ช่วงที่อยู่วรรณศิลป์ กลุ่มวรรณกรรมต่างๆ ทั่วประเทศได้ก่อตั้งขึ้นมา ทางเหนือมีพี่แสงดาว ศรัทธามั่น เป็นเจ้าสำนักอยู่ที่กลุ่มวรรณกรรมลมเหนือ ทางตะวันออกมีครูนิตยา ภาคใต้มีกนกพงษ์ และพวกภาคกลางมีกลุ่ม วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ เราติดต่อกันตลอด” คณะลำตัดวรรณศิลป์ที่ขึ้นชื่อสมัยแรกๆ แสดงในงานรับเพื่อนใหม่ปี 2526 ที่วังตะใคร้ จ.กาญจนบุรี จากซ้าย พี่โอ๋ พี่วรรณ พี่ได พี่ช้าง พี่ชัย คนนั่งข้างหลังคือพี่เหยิน วรรณศิลป์ สถาบันต่างๆ ได้มีการประสานและทำงานกันอย่างเงียบๆ อาจเรียกว่าเป็นช่วงเวลาพักพินิจตนของนักเขียนในมหาวิทยาลัยหลังจาก เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ว่าได้
รุ่นของธนพงษ์ อุบลพันธ์ และนาถกมล ไวทยะโกมล (2524) นั้น ชุมนุมวรรณศิลป์ดูจะมีกิจกรรมคึกคักขึ้นมา จากการที่ชุมนุมในช่วงนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายในชุมนุมเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน โดยจะมีฝ่ายลำตัด และฝ่ายวิชาการที่จะรับผิดชอบเรื่องการทำจุลสารคำกรองโดยเฉพาะ
ช่วงนี้คนที่รับผิดชอบฝ่ายลำตัดอย่าง พรชัย ตั้งเจริญสุข กับ กุศล เอี่ยมอรุณ ได้ทำให้การเล่นลำตัดการเมืองของชุมนุมวรรณศิลป์แพร่หลายและมีชื่อเสียงมาก โดยมักจะได้รับเชิญจากสถาบันต่างๆ เป็นประจำ จนบางทีต้องมีการแต่งบทเก็บไว้เพราะแสดงบ่อยจนแต่งบทไม่ทันและบางครั้งก็ไป ร่วมกับชุมนุมศิลปะและการแสดงออกทัวร์ “วัฒนธรรมสัญจร” โดยนำลำตัดไปร่วมขบวน ขณะเดียวกันคำกรองเองก็ถึงขนาดที่ว่าออกแทบจะไม่เว้นเดือน และพิถีพิถันในการทำงานมากและถึงขนาดเปิดร้าน “วรรณศิลป์” ทางด้านหอประชุมใหญ่หน้าประตูสนามหลวง เพื่อขายคำกรองนำเงินมาหมุนเวียนมาทำกิจกรรมในชุมนุมโดยเฉพาะ แต่หลังจากปี 2526 ไป บรรยากาศก็ดูจะเปลี่ยนไปมาก
“แต่หลังจากนั้นปีเดียวภาพรวมของกิจกรรมนักศึกษาก็เปลี่ยนไป”….. จากปี 2526 จนถึงปี 2533 ประวัติศาสตร์ได้ขาดหายไป โดยไม่มีข้อมูลแสดงถึงการเคลื่อนไหวของวรรณศิลป์มากมายนัก แต่ก็ยังพบคำกรองที่ออกมาเป็นระยะๆ วรรณศิลป์ดูค่อนข้างจะเงียบเหงา (เนื่องจากขาดการรับรู้ในหมู่คนรุ่นหลัง) ได้กลับขึ้นมามีชีวิตชีวาชัดเจนอีกครั้งเมื่อปี 2534
7 ยุคสายลมแสงแดด 2 ????
…อธิคม คุณาวุฒิ เข้ามาเป็นประธานชุมนุมวรรณศิลป์ในปี 2534 มีความพยายามฟื้นฟูจุลสารคำกรองของชุมนุมขึ้นมาหลังจากซบเซาไปพักหนึ่ง และมีการทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ช่วงนี้ลำตัดวรรณศิลป์ยังคงมีการแสดงอยู่เรื่อยๆ บรรยากาศของชุมนุมช่วงนี้ดูจะกลับไปคล้ายๆ ยุคของสายลมแสงแดดอีกครั้งจากคำบอกเล่าของอธิคม คุณาวุฒิ เกี่ยวกับบรรยากาศของคนในชุมนุมว่า…
“ ช่วงนั้นมีประมาณ 4 – 5 คนนะ ส่วนหนึ่งมากจากคณะเดียวกัน เริ่มจากค่ายที่ “พี่น้อง ” ทำ ข้อดีคือหลังจากชุมนุมซบเซาไปนานมาก ยุคหลังพี่จิตติมา มันแทบไม่มีกิจกรรมเลย พี่น้องเป็นคนที่เข้ามารื้อ ปัดฝุ่นใหม่ ผลที่ได้คือมีนักศึกษาหลายๆ คนเข้ามาร่วม มาแจม นี่คือข้อดี นับเป็นปริมาณร่วม 20 ถ้ามองข้อไม่ดีคือ ส่วนใหญ่มาในแง่ของเพื่อน ความผูกพัน ความอยากจะมานั่งกับเพื่อนโดยที่ไม่แน่ใจว่ามีความอยากเรื่องการเขียน อะไรจริงๆ หรือเปล่า ”
มี คำบอกเล่าต่อๆ กันมาว่าช่วงนี้เป็นยุคที่ค่อนข้างจะเข้มข้น อันเนื่องมากจากบุคลิกลักษณะของตัวประธานชุมนุม (อธิคม คุณาวุฒิ) ที่พยายามจะนำชุมนุมกลับไปสร้างงานที่หนักแน่นเหมือนเก่า หลังจากที่มีลักษณะเบาและไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับสังคมเท่าใดนักมาระยะหนึ่ง เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2535 เป็นอีกช่วงหนึ่งที่วรรณศิลป์ดูจะเงียบๆ ไปจากความรับรู้ของคนในธรรมศาสตร์ แม้ว่าปีนี้จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ขึ้นก็ตาม
ปี 2536 ….. คนกลุ่มหนึ่งนำโดยดาวิด ศิริชัย (ประธานชุมนุมปี 2536) ได้ขึ้นมาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของชุมนุมไปอีกครั้ง ลักษณะของกิจกรรมจะคล้ายๆ ยุคก่อนหน้านั้น แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร โดยมีการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท และมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการทำหนังสือจุลสารของชุมนุมในชื่อ “ไม้ขีด” มาแทน “คำกรอง” ที่ทำติดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย วัฒนธรรมการทำงานของรุ่นนี้ส่งผลต่อมาจนถึงรุ่นรหัส 43 มีลักษณะผ่อนคลายค่อนข้างเป็นกันเอง คนส่วนใหญ่ของชุมนุมมักจะเป็นนักเดินทางหรือไม่ก็จะเป็นศิลปิน การเล่นกีตาร์จะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนในชุมนุมวรรณศิลป์จะเล่นได้ และกีตาร์กลายมาเป้นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับชุมนุมในยุคต่อมาไปโดยปริยาย งานด้านการแต่งบทกวี เกิดมีคนมีความสามารถหลายคนเช่น ดาวิด ศิริชัย (คิง), โอ๊บ(ไม่ทราบชื่อจริง) และคนที่เล่นดนตรีอย่าง พงศธร กิจเวช (อัฐ) รหัส 29, มณเทียร ยี่วัฒนากุล(หลุน) รหัส 32 ที่ยังคงแวะเวียนมาแม้จะเรียนจบไปแล้วก็ตาม พอมารวมกันแล้ว คนกลุ่มนี้ก็ได้สร้างสรรค์บทเพลงที่มาจากบทกวี ซึ่งวรรณศิลป์ยังคงใช้ร้องเวลาออกค่ายและยามปกติ มาจนถึงปัจจุบันได้แก่ เพลงแด่เธอผู้เป็นดวงตะวัน , นักเดินทาง เป็นต้น และยังมีการแต่งบทละครใช้แสดงในการรับเพื่อนใหม่อย่าง “ตะเกียงแห่งดวงดาว” ซึ่งเป็นคำกลอนทั้งหมด "ตะเกียงแห่งดวงดาว" นิทานกลอนที่วรรณศิลป์นำกลับมาแสดงในงานรับเพื่อนใหม่ ปี2542
งานทางด้านการออกหนังสือนั้น เท่าที่พบหลักฐานคือ ไม้ขีด ฉบับ “ก้านแรก” และ “ความรัก” มีการจัดรูปเล่มพัฒนาไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เนื้อหาของหนังสือส่วนใหญ่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงถึงตัวตนของคนใน ชุมนุม แม้จะมีงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมข้างนอกบ้าง แต่ก็ถือได้ว่ามีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับในอดีต ปีนี้มีการจัดงานสำคัญขึ้นงานหนึ่งคือ “สังสรรค์วรรณศิลป์ ‘36” ซึ่งไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นโต้โผในการจัดงานวันที่ 16 มกราคม 2536 แต่มีการขายบัตรกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว ช่วงปี 2536 – 2538 สมุดบันทึกของชุมนุมได้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ในนาม “ปกน้ำตาล” โดยมีตัวตั้งตัวตีคือ นฤมล อิทธิวิวัฒน์ (ต่อมาได้เป็นประธานชุมนุมในปี 2539) ซึ่งก็ทำหน้าที่สะท้อนบรรยากาศและอารมณ์ของคนในชุมนุม อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นสมุดเยี่ยมสำหรับคนที่แวะเวียนไปมาจนถึงปัจจุบัน อย่างน่ารักและอบอุ่นเสมอมา ด้วยรูปเล่มที่ชวนจับต้องและมีเอกลักษณ์คือ ปกจะเป็นกระดาษสีน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นกระดาษแบบไหนออกแบบอย่างไร หรือขนาดเท่าใดก็ตาม และกระดาษข้างในมักจะเป็นกระดาษพรู๊ฟสีน้ำตาลอ่อน สมัยของนฤมล อิทธิวิวัฒน์ ได้มีการทำค่ายเกี่ยวกับการเขียนเพิ่มขึ้นคือ ค่ายอบรมการเขียนสารคดี โดยมีการวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในงานนั้นๆ มาให้ความรู้ก่อนจะลงมือเขียนจริง ปี 2543 โฉมศรี งามจิตจรุง (รหัส 41)ขึ้นมาเป็นประธาน ในขณะที่ที่กิจกรรมดูจะขาดช่วง ซบเซาไปในปี 2541 – 2542 อันเนื่องมาจากไม่มีคนทำมากนัก และรุ่นพี่ได้ทยอยจบการศึกษาไปหมดแล้ว มีการปรับกระบวนการทำกิจกรรมและรูปแบบกันอยู่ระยะหนึ่งในปี 2542 เนื่องจากในปีนั้น ประธานชุมนุมไม่ค่อยมีบทบาทในการทำกิจกรรมมากนัก และนักศึกษาสมาชิกรุ่นรหัส 41 นั้นก็ได้เรียนรู้การทำงานในปี 2542 นั้นแบบ “ลองผิดลองถูก” จนสามารถหาแนวทางที่เป็นของตนเองได้เมื่อเข้าสู่ปี 2543 จากการ “ลองผิดลองถูก” นั้น ทำให้มีกิจกรรมในปี 2543 เรียงกันออกมาอย่างมากมาย เรียกว่าเดือนชนเดือนทีเดียว!!!! เช่น การประกวดบทกวี เรื่องสั้น ค่ายบทกวี ค่ายศึกษาชนบท ค่ายอบรมการเขียนเรื่องสั้น นอกจากนี้ยังมีการเสวนาหนังสือ และเสวนาความคิดเป็นระยะๆ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แม้บางงานอาจจะมีคนเข้าร่วมน้อยไปบ้างก็ตาม กิจกรรมเด็ก ในค่ายขุนน้ำจอน จังหวัดน่าน
ปี 2543 นี้ยังเป็นปีที่มีความสำคัญคือ ชาย ไชยชิต นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ปี 1 สมาชิกชุมนุม(ซึ่งได้เป็นประธานชุมนุมปี 2544) ได้ทำการเปิดที่ทำการชุมนุมวรรณศิลป์ ที่มธ. ศูนย์รังสิต หลังจากได้รับการทอดทิ้งจากท่าพระจันทร์มานาน อันเนื่องมาจากสาเหตุของระยะทางและการทำกิจกรรมที่ยากลำบากระหว่าง 2 วิทยาเขต ทำให้วรรณศิลป์ที่รังสิตแทบจะไม่มีกิจกรรมเลยก่อนหน้านี้ ปีนี้ชุมนุมวรรณศิลป์ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับดีมาก ยกเว้นการทำหนังสือจุลสารไม้ขีด ซึ่งไม่สามารถคลอดออกมาได้แม้แต่เล่มเดียว ปี 2544 ถือเป็นที่วรรณศิลป์ค่อนข้างมีเรื่องราวมากมายพอสมควร นอกจากการทำกิจกรรมสานต่อจากรุ่นก่อนๆ แล้วยังมีประเด็นการย้ายธรรมศาสตร์ หรืออีกนัยหนึ่งการย้ายปริญญาตรีไปสู่รังสิต ซึ่งวรรณศิลป์ได้ออกมามีบทบาทคัดค้านการย้าย หลังจากพิจารณาเหตุผลและขอมติจากกรรมการชุมนุมส่วนใหญ่แล้ว โดยมีการเคลื่อนไหวร่วมกับชมรมโดมทักษิณออกแถลงการณ์คัดค้านอย่างเป็นทางการ และร่วมกับทางกลุ่มคัดค้านของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ โดยการไปอ่านบทกวีในหลายโอกาสระหว่างปี 2544 – 2545 ในปีนี้นอกจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในมหาวิทยาลัยแล้ว วรรณศิลป์ยังได้ปิดฉากจุลสาร “ไม้ขีด” และเปิดศักราชใหม่ของจุลสาร “กระดานดำ” แทน โดยยังคงออกเทอมละเล่มจนถึงปัจจุบัน มีกองบรรณาธิการคือกรรมการชุมนุมทั้งหมด (5 - 7 คน) เป็นผู้จัดทำและได้รับความช่วยเหลือจากรุ่นพี่เก่าๆอย่าง กฤษดาวิทย์ เข็มบุปผา (รหัส 41) มาช่วยทำอาร์ตเวิร์คให้ในเล่มแรกๆ กิจกรรมอื่นๆ ยังคงดำเนินการต่อไปตามปกติ แต่ก็มีค่ายเด่นๆ อย่างเช่น ค่ายบทกวี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นค่ายที่ได้รับการกล่าวถึงมากค่ายหนึ่ง ปี 2545 ผู้เขียนเองเป็นประธานชุมนุม การทำกิจกรรมของวรรณศิลป์ยังคงต่อเนื่องมาจากปีก่อนๆ ต่างตรงที่จะมีค่ายรูปแบบใหม่อย่าง ค่ายนิทาน ที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งที่ดูจะแปลกใหม่คือความเคลื่อนไหวของวรรณศิลป์ รังสิต ที่เริ่มทำจุลสาร “กระดาษชนวน” โดยใช้วิธีการโรเนียว ออกเดือนละเล่มวางทั้งท่าพระจันทร์และรังสิต …มีเนื้อหาที่เรียกได้ว่า “เข้มข้น” กว่าจุลสารกระดานดำฝั่งท่าพระจันทร์ นี่อาจจะมาจากการที่มหาวิทยาลัยได้บังคับขืนใจ ให้นักศึกษาปี 2 รุ่นรหัส 44 อยู่รังสิตต่อทั้งที่ปกติเมื่อขึ้นปี 2 จะต้องกลับมาเรียนที่ท่าพระจันทร์ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาคม ทำให้ทางท่าพระจันทร์คนน้อย ในรุ่นของผู้เขียนนั้นมีคนทำหนังสือจริงๆ จังๆ ไม่กี่คน จากปัญหาเรื่องภารกิจส่วนตัวเมื่อขึ้นสู่ชั้นปีที่สูงขึ้น งาน"บนเส้นทางคนเขียนคำ คำเขียนคน" 41 ปีวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์ กิจกรรม ที่โดดเด่นและสำคัญอีกอย่างคือมีการจัดงานครบรอบ 41 ปีวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ ที่ลานปรีดีฯ มธ. ท่าพระจันทร์ การจัดงานนี้ช่วยกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญในการสืบย้อนและบันทึกประวัติ ของชุมนุม รวมถึงการรวบรวมผลงานที่มีค่ามากมายไว้ให้วรรณศิลป์รุ่นหลัง เนื่องจากงานครั้งนี้นับปีก่อตั้งชุมนุมผิด อีกทั้งยังไม่สามารถติดต่อสมาชิกวรรณศิลป์รุ่นเก่าๆ ให้มาร่วมงานได้ดังคาดหมาย ปี 2546-2547 ขณะเขียนหนังสือเล่มนี้ อยู่ในยุคของ ฤภเรศ ศรีวัชรางกูร (รหัส 44 คณะรัฐศาสตร์) ได้ทำกิจกรรมสานต่อจากรุ่นก่อนๆ เช่น ค่ายบทกวี จุลสารกระดานดำ รวมถึงการจัดทำจุลสารกระดาษฉนวนของทางรังสิตที่ดูจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น กว่าแต่ก่อน และแพร่หลายพอสมควรในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามในช่วงหลังๆ วรรณศิลป์ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับกระแสของสังคมที่ทำให้ลักษณะการเขียนงาน ที่ออกสู่สายตาผู้คนเป็นไปแบบค่อนข้างเบาไม่เข้มข้นเท่ากับในอดีต ที่มีเรื่องของสังคมและการเมืองอยู่มาก เห็นได้จากหนังสืออย่าง กระดานดำฉบับ“อุ่นละมุน” ที่เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ นั้นกลายเป็นหนังสือที่ค่อนข้างติดตาผู้คนในมหาวิทยาลัยเท่าที่มีการสำรวจ คร่าวๆ มากกว่าเล่มอื่นๆ ที่มีเนื้อหาหนักกว่านั้น งานวรรณศิลป์ในยุคหลังๆ หากนำไปเปรียบเทียบกับงานยุคก่อนๆ ย่อมทำได้ไม่ดีเท่า ในเรื่องของการเขียนงานเพื่อสังคม การสร้างความเจริญให้กับวงการวรรณกรรม หรือเพื่อกระตุ้นความนึกคิดให้ผู้คน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความพยายามเอาเสียเลย… ….42 ปี ที่ผ่านมา วรรณศิลป์ฝ่าพายุ และมรสุมมาจนถึงปัจจุบัน ภาพการทำกิจกรรม…มิตรภาพ…การเคลื่อนไหวทางการเมือง ทุกสิ่งที่โลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของชุมนุมวรรณศิลป์ยังคงแจ่มชัดในใจของผม ….แม้บางช่วงจะไม่เคยเห็นด้วยตา แต่ก็ดื่มด่ำ ระหว่างการตามหาตัวตนของชุมนุมแห่งนี้ และนี่คือ “ชุมนุมวรรณศิลป์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ที่ผมรู้จัก
8 ส่งท้าย
แด่วรรณศิลป์“ประวัติศาสตร์นั้นไม่ตายตัว ขึ้นอยู่ที่ “ใคร” เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์”… ที่ต้องขึ้นต้นด้วยประโยคดังกล่าวนี้ ก็เนื่องมากจากการที่คนอยากจะ “เขียนฝัน” อย่างผม บังอาจพยายามเขียนประวัติศาสตร์ของชุมนุมวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์ ที่มีอายุเก่าแก่นับได้ 42 ปีเต็มในปี 2547 (และเป็นปีที่ธรรมศาสตร์ครบ 70 ปีแห่งการก่อตั้งพอดีเช่นกัน) ทั้งที่ไม่ใช่บุคคลที่ถึงพร้อมในความสามารถเขียนในสิ่งที่ในทัศนะของผมถือ ว่า “เป็นเกียรติ” มากเช่นนี้ งานชิ้นนี้เป็นผลิตผลจากแรงกายแรงใจจากจุดประสงค์ของผม ที่ต้องการรวบรวมและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ของชุมนุมที่ผมรัก ชุมนุมที่มีเกียรติแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสมควรจะได้รับการบันทึกเอาไว้ในหน้ากระดาษและตำนานของธรรมศาสตร์ ในจิตใจของนักศึกษา ในจิตใจของสมาชิกวรรณศิลป์เองทั้งรุ่นที่ผ่านไปแล้วและรุ่นที่กำลังจะตามมา ดังนั้นงานเขียนชิ้นนี้หากนำไปเปรียบเทียบกับงานซึ่งคล้ายๆ กันนี้อย่าง“สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง” (ที่เป็นหนึ่งในที่มาของแรงบันดาลใจและเป็นแม่แบบในแนวทางการทำงานของ หนังสือเล่มนี้) ซึ่งรวมรวมประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากฝีมือของทีมงานอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญนำโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริแล้ว ย่อมไม่สามารถมีคุณภาพทัดเทียมได้เลย แต่ผมเองก็ได้พยายามอย่างดีที่สุด เต็มกำลังความสามารถของตนเอง ก็คงได้แต่เพียงหวังว่างานเขียนชิ้นนี้จะได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในภาย หน้า เมื่อมีการค้นพบหลักฐาน เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์มากกว่านี้ เพื่อที่จะต่อ “จิ๊กซอว์” ความทรงจำของชุมนุมวรรณศิลป์ให้สำเร็จลุล่วงสมบูรณ์แบบมากกว่าที่เป็นอยู่ และเพียงหวังว่างานชิ้นนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ใครก็แล้วแต่ ที่สนใจชุมนุม “คนเขียนฝัน” แห่งนี้ ….ก้าวเข้ามาอย่างมั่นใจ อย่างอบอุ่น ด้วยรู้จักตัวตนของชุมนุมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ดีอย่าง “เพื่อนสนิท” …ที่จะคบหาได้โดยไม่ลังเล
สุเจน กรรพฤทธิ์ ระเบียงชั้น 4 หน้าห้อง 407 - 408 ตึกกิจกรรม มธ. ท่าพระจันทร์ มกราคม 2547 จากหนังสือ ตำนาน 40 ปีวรรณศิลป์
|