| วันใดฉันแก่ขึ้นมา วันหนึ่งถ้าเกิดไม่เร้าใจ |
|
|
| Written by Lawyer can do no wrong |
| Sunday, 12 July 2009 22:31 |
|
ชีวิตนั้นมีสองด้านไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลี้ยง ด้านสุขสบายปานขนลอย อีกฝั่งไม่อาจจินตนาการขึ้นอยู่กับอารมณ์และจิตใจค่อนข้างผิดปกติของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน หลุมดำที่ยากจะจินตนาการ แต่ย้ำว่าเรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ภาพคุณนายขนเกลี้ยงจูงน้องขนดกรับลมเครื่องปรับอากาศ บ้างสวนสาธารณะ บ้างพาลูกเข้าค่ายเฉพาะ มีครูพี่เลี้ยงดูด้วยกลัวจะขนหล่น สุนัขหมาตัวนั้นเดินขาพันคอยอ้วกขี้เมา กองขยะที่กระดูกเนื้อเกลี้ยง เผลอๆวันดวงดีเจอสันแข้งผู้ชายคนนั้น หรือเหมือนจะโชคดีมาหน่อย หากเจ้าของขังไว้ในห้องสี่เหลี่ยมหลายสัปดาห์ โดนจับโบกปูนหัวโผล่ก็เคยได้ยินข่าว โดนเขียนหน้าติดตลกสร้างรอยยิ้มปานจะนิพพานแก่ผู้สร้างสรรค์ ยามรัก น้ำต้มผักยังว่าหวาน พอนานๆ น้ำตาลกลับขม หนุ่มสาวคู่นั้นมีเจ้าตัวน้อยเป็นบ่วงรัก เฝ้าดูแลดั่งสายใยแห่งรัก เมื่อวันผ่านทั้งคู่เริ่มหน่ายกัน เจ้าตัวน้อยก็กลายเป็นของแสลง จุดจบอาจต้องพเนจร คล้ายเพลงสุดท้ายความซวยตกที่ลูกน้อย ชีวิตของเหล่าสัตว์เลี้ยงขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเจ้าของผู้เป็นดั่งพระเจ้าสำหรับพวกเขา พวกเขาต้องการความเอาใจใส่ ความรัก พอๆกับที่เด็กต้องการแม่ วันชื่นคืนสุขยามเจ้าของโปรยยิ้ม ยามชังหน้าก็หัวเน่า หรือบางคราวกลายเป็นเพียงเครื่องระบายความขุ่นเคืองชีวิตของนาย ปัจจุบันเกิดหลายองค์กรหรือแม้แต่ทำเดี่ยวๆ เพื่อช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่ประสบปัญหา นอกจากนั้นยังรวมถึงการเรียกร้องกฎหมายเพื่อคุ้มครองพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม ในหลายประเทศแรงผลักดังกล่าวได้รับการตอบสนองดีขึ้นเป็นลำดับ คงเป็นเรื่องแปลกในไทยหากคนที่ทรมานสัตว์เลี้ยงต้องติดคุก นั้นอาจเป็นเพราะคุณยังไม่รู้จักกฎหมายเหล่านี้ (แน่นอนที่เป็นกฎหมายต่างประเทศ) ในอเมริกา ด้วยความที่ในแต่ละรัฐมีอำนาจในการออกกฎหมายของตนเองในระดับหนึ่ง ทำให้รายละเอียดกฎหมายแตกต่างกัน แต่ก็มีกฎหมายส่วนกลางที่กำหนดคล้ายสิทธิขั้นพื้นฐานของสัตว์ เช่น ห้ามทารุณกรรมสัตว์ กำหนดสภาวะความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานที่ต้องมีให้สัตว์เลี้ยง ซึ่งการฝ่าฝืนมีโทษถึงขั้นจำคุก
ในเวลส์ ปลายปีที่แล้วมีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการของสัตว์เลี้ยง ชื่อ RSPCA เพื่อรองรับวิถีชีวิตตามยุคสมัยมากขึ้น เนื้อหาคราวๆ เกี่ยวกับการซื้อขายสัตว์เลี้ยง กำหนดอายุเด็กที่สามารถมีสัตว์เลี้ยงได้ ร่วมถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา โดยมีการเพิ่มอัตราโทษต่อผู้ฝ่าฝืนขั้นสูงสุดเป็นจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 ปอนด์ ที่อังกฤษก็มีกฎหมายคล้ายๆ กัน ชื่อ The Animal Welfare Act 2006 และยังแว่วว่าสัตว์เลี้ยงในอังกฤษสามารถครอบครองทรัพย์สินเช่น ที่ดิน บ้าน ได้เหมือนคนอีกด้วย ดูเป็นประเทศที่น่าอยู่ของคนรักสัตว์เลยทีเดียว นอกจากกฎหมายที่เกี่ยวกับสวัสดิการขั้นพื้นฐานของสัตว์แล้ว ยังมีกฎหมายย่อยๆ ที่ออกมาควบคุมสัตว์เลี้ยงบางประเภท เช่น สุนัขก็มีการจัดประเภทสุนัขต้องห้าม ตามความดุร้ายของสายพันธุ์ ตัวอย่างเช่นสุนัขพันธุ์พิทบูล ย้อนกลับมาดูในไทย หลายคนคงเคยได้ยินข่าวที่เจ้าของคล้ายๆ โบกปูนตัวของแม่สุนัขท้องจะคลอดตัวหนึ่ง จนทำให้ลูกน้อยของเธอตายและเธอก็พิการท่อนล่าง สุดท้ายเจ้าของก็ได้รับโทษอย่างสาสมถูกปรับเป็นเงิน 100 บาท โทษฐานทารุณกรรมสัตว์ ช่างเป็นกฎหมายที่น่ากลัวอะไรขนาดนี้ เราจึงได้เห็นการกระทำอันไม่คำนึงถึง สิทธิสัตวชน อยู่เรื่อยๆ กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมารณรงค์เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองพวกเขามากขึ้น บ้างถูกมองเป็นพวกดัดจริต คนในประเทศนี้แทบไม่มีจะกินอยู่แล้ว ทำไมต้องดูแลมากมายกับแค่สัตว์ ซึ่งดูไม่เป็นธรรมนักหากมองในแง่ที่ว่า คนเองก็เลี้ยงสัตว์ด้วยความคาดหวังบางประการ เหตุผลเพียงเท่านี้ดูจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราต้องมีหน้าที่ในการดูแลพวกเขาตอบแทนด้วยเช่นกัน ในกรณีที่เราไม่ได้เลี้ยงเราก็ยิ่งไม่มีสิทธิที่จะไปละเมิดพวกเขา และหากมองให้ลึกลงไปอีก สัตว์ที่มีปัญหาหรือปัญหาที่มาจากสัตว์ต่างมีที่มาจากคนด้วยกันทั้งนั้น จุดใหญ่คือความไม่รับผิดชอบต่อพวกเขาตั้งแต่แรก แม้พวกเรายังไม่อาจจัดการกฎหมายรวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าคนๆ ให้ลุล่วงด้วยดี ก็ไม่อาจถือเป็นข้ออ้างน้ำหนักดี ที่เราจะใช้เพิกเฉยในขณะที่เราสามารถจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หรือบางทีเราอาจจะต้องเริ่มที่ สัตวสภา ก่อนไม่แน่อาจได้รับแรงสนับสนุนอย่างดี และประเทศคงน่าอยู่ขึ้นเยอะ แต่นั้นมันก็ไม่อาจเกิดขึ้นเลยหากพวกเราคนธรรมดาไม่เปลี่ยนแปลงบางอย่างเสียก่อน ในบทความนี้เรากล่าวถึงประเทศที่เสมือนเป็นตัวแทนของระบบกฎหมายที่เรียกว่า Common Law ซึ่งลักษณะสำคัญของระบบกฎหมายนี้คือ สถาปนาตัวเองขึ้นมาจากการเป็นจารีตประเพณีมาก่อน จึงถูกเรียกอีกอย่างว่า ระบบกฎหมายจารีต กล่าวคือ โดยส่วนมากจะมีกฎที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อเกิดเรื่องขัดแย้งกันขึ้นผู้พิพากษาจะนำเอาจารีตที่เคยปฏิบัติกันมา เช่น จารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมา หรือคำพิพากษาก่อนหน้าในเรื่องที่คล้ายๆ กันมาปรับเป็นกฎหมาย ในระบบนี้จึงมีหลักที่ชื่อว่า The Precedent คือ หลักการยึดคำพิพากษาก่อนหน้าในเรื่องที่คล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นตามนั้นทั้งหมด หากในเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่มีความเหมาะสมที่จะตัดสินแย้งผู้พิพากษาก็มีอำนาจทำได้แต่ต้องมีการให้เหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นพอด้วย ในประเทศไทยนั้นจะใช้อีกระบบคือ ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือ Code Law คือต้องยึดถือตามกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากในเรื่องใดไม่มีบทบัญญัติไว้ก็อาจใช้หลักในเรื่องที่คล้ายกันได้ แต่โดยมากก็จะถือว่าไม่มีกฎในเรื่องนั้น จึงต้องมีการบัญญัติขึ้นมาใหม่ ผู้พิพากษาในระบบนี้จึงทำหน้าที่เพียงตีความและปรับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องยึดตามคำพิพากษาก่อนหน้า แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว คำพิพากษาก่อนหน้าได้รับการยึดถือเนื่องจากบิดาแห่งกฎหมายของไทยนั้นจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ที่เป็นประเทศแม่แบบของระบบ Common Law ระบบกฎหมายไทยจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นลูกผสม ฉากหน้าเป็นระบบลายลักษณ์อักษร แต่วิธีการใช้เป็นแบบจารีตประเพณี ซึ่งก็มีการถกเถียงกันอยู่มากว่ามีผลดีหรือผลเสียอย่างไร ข้อมูลจาก http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/england/6521765.stm |
|
Chiang Mai, Thailand
|
|||||||
![]() |
|
||||||
|
![]() CALM
|
||||||
| Show more details | |||||||
|
|||||||
“คุณบอกได้ว่าสังคมหนึ่งๆเป็นอย่างไรจากการที่สังคมนั้นปฏิบัติต่อสัตว์และชายหาดของตน” -แฟรงค์ เดอฟอร์ด- |